ทำไมค่าจ้างต้องจ่ายเป็นเงิน

Pay-someone-to-get-you-a-job

กฎหมายหลายฉบับได้นิยามค่าจ้างไว้คล้ายคลึงกันว่าค่าจ้างต้องจ่ายเป็นเงินเท่านั้น เช่น “ค่าจ้างคือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง…” (พรบ.คุ้มครองแรงงาน พศ.2541 มาตรา 5) หรือ “ค่าจ้างคือเงินทุกประเภทที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงาน…” (พรบ.ประกันสังคม พศ.2533 มาตรา 5) ซึ่งพวกเรา HR จะรู้กันอยู่โดยทั่วไปว่าถ้อยความนี้บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน จะจ่ายเป็นสิ่งอื่นแทนเงินไม่ได้ แล้วถ้าอย่างนั้น หากนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างในลักษณะอื่นเช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ที่มีราคาเท่ากันโดยมีการตกลงกับลูกจ้างกันไว้ตั้งแต่ต้น มันทำไม่ได้เพราะอะไร?

ย้อนกลับไปในประเทศอังกฤษ สมัย ศตวรรษที่ 18-19 นายจ้างนิยมจ่ายค่าจ้างในลักษณะหนึ่งเรียกว่า “Truck system” ซึ่งไม่ได้แปลตรงตัวว่าระบบรถบรรทุกแต่อย่างใด เพราะคำว่า Truck นั้นมาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า “Troque” แปลว่าการแลกเปลี่ยน (Exchange หรือ Barter) ดังนั้น Truck system จึงหมายถึง “ระบบแลกเปลี่ยน” แต่ระบบนี้แตกต่างจากการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดเสรีทั่วไป เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนในระบบปิด วิธีการนี้ นายจ้างมักจะทำตั๋วเงินขึ้นมาใช้แทนเงินสด โดยสามารถใช้แลกเปลี่ยนได้เฉพาะภายในเขตโรงงานหรือใช้ซื้อของจากร้านที่นายจ้างกำหนดเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายภายนอกได้ (นึกถึงคูปองที่เราใช้ซื้ออาหารในฟู้ดคอร์ทในห้างสรรพสินค้า)

มีหลักฐานที่บันทึกไว้โดยนักข่าวชาวอังกฤษชื่อ วิลเลียม ค็อบเบ็ต (William Cobbett : 1763-1835) ถึงที่มาของวิธีการจ่ายค่าจ้างแบบ Truck system ในเมืองวูลฟ์แฮมตัน (WolverHampton) และเมืองโชรส์บิวรี (Shrewsbury) ประเทศอังกฤษว่า ขณะนั้นนายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นสิ่งของ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ที่นอน น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ แต่เมื่อลูกจ้างได้รับแล้วกลับนำของเหล่านี้ไปขายต่อให้กับพ่อค้า โดยยอมถูกหักราคาลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

เมื่อพวกนายจ้างเห็นดังนั้นก็คิดว่าทำไมจะต้องไปเสีย 30 เปอร์เซ็นต์ให้กับพ่อค้า ในเมื่อของที่จ่ายเป็นค่าจ้างนั้นเป็นของตน หากตนจะเป็นผู้รับแลกเปลี่ยนเองก็ย่อมทำได้ จึงเกิดเป็นร้านขายสินค้าในโรงงานที่มีนายจ้างเป็นเจ้าของ โดยลูกจ้างสามารถนำของมาแลกเปลี่ยนได้แต่จะถูกหักเงินเป็นจำนวนเท่ากับร้านข้างนอก

นายจ้างยังสังเกตเห็นว่า ลูกจ้างบางคนเมื่อได้เงินค่าจ้างไปแล้วก็ยังนำเงินมาซื้อของที่ร้านโดยไม่ได้นำไปใช้จ่ายที่ไหน ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือ จึงคิดวิธีจ่ายค่าจ้างเป็นตั๋วเงินแทนเงินสด ซึ่งลูกจ้างสามารถนำตั๋วเงินนั้นไปแลกสินค้าที่อยากได้ในร้านของตน ซึ่งวิลเลียม ค็อบเบ็ตสรุปว่าเหตุการณ์เหล่านี้ก่อให้เกิด Truck system ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าจ้างวิธีนี้เป็นการเอาเปรียบลูกจ้างมาก มีบันทึกว่าเมื่อ ค.ศ.1827 คนงานโรงงานทอผ้าในเมืองแมนเชสเตอร์ได้ค่าจ้างเดือนละ 9 ชิลลิ่ง แต่เขาได้รับเป็นเงินจริงๆ เพียงแค่เดือนละ 2 ชิลลิ่ง นอกนั้นจะได้รับเป็นของที่แลกซื้อได้จากร้านค้าในโรงงานซึ่งเจ้าของก็คือลูกสาวนายจ้างนั่นเอง

ระบบนี้ นายจ้างจึงได้ประโยชน์มากมาย เช่น (1) สามารถตั้งราคาสินค้าที่จะขายได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงราคาในท้องตลาดเพราะลูกจ้างถูกบังคับให้ต้องนำตั๋วเงินมาแลกที่ร้านนี้เท่านั้น (2) หากต้องการนำสินค้ามาแลกเป็นเงิน นายจ้างยังจะได้ประโยชน์จากการหัก 30 เปอร์เซ็นต์ของราคาเต็ม (3) การจ่ายเป็นตั๋วเงินทำให้สามารถรักษาเงินสดไว้สำหรับหมุนเวียนในกิจการได้ และ (4) เป็นการผูกมัดลูกจ้างไว้กับกิจการ เพราะสุดท้าย ลูกจ้างมักจะลงเอยด้วยการเป็นลูกหนี้ของนายจ้าง ไม่สามารถถอนตัวได้

เหตุผลทางประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงนำมาสู่การกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเท่านั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s