บทความ · บันทึกหน้าแรก

วันที่เครื่องจักรแย่งงานคนกำลังจะมาถึง

เมื่อเอ่ยถึง Facebook เราทุกคนรู้จักกันดีเพราะจะต้องเข้าไปอ่านหรือโพสต์ (Post) เป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปีนี้ (2016) เว็บไซต์ด้านไอที Gizmodo ตีข่าวอดีตพนักงานของ Facebook ออกมาแฉว่าฝ่ายคัดกรองเนื้อหาข่าว (News curator) ในหน้า Trending มีการปั่นกระแสให้ข่าวใดข่าวหนึ่งขึ้นหรือลงจากอันดับได้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปแก้ไขอันดับความนิยม แก้ไขเนื้อหา รวมไปถึงแก้ไขลิ้งค์ที่เชื่อมโยงไปยังต้นฉบับ เขายกตัวอย่างข่าวเหตุการณ์เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียสูญหายและเหตุการณ์กราดยิงสำนักพิมพ์ชาร์ลีเฮบโด (charlie hebdo) ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำนักข่าวชั้นนำเช่น CNN, BBC, New York Times ตีข่าวนี้ในหน้าหนึ่ง แต่ในหน้า Trending กลับไม่มีใครพูดถึง พวกเขาได้รับคำสั่งให้เข้าไปแก้ไขให้ข่าวดังกล่าวขึ้นมาอยู่ในหน้า Trending โดยอธิบายสาเหตุที่ต้องทำว่าเพื่อให้เนื้อหาทันต่อเหตุการณ์และสามารถแข่งกับ Twitter ซึ่งนิยมใช้สำหรับการรายงานข่าว

แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมาก็คือข่าวการที่พนักงาน Facebook มีความไม่เป็นกลางทางการเมือง อดีตพนักงานยังแฉอีกว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ฝ่ายคัดกรองเนื้อหาข่าวที่เชียร์ผู้สมัครพรรคไหนก็มักจะดันข่าวของพรรคนั้นเข้าสู่หน้า Trending มิหนำซ้ำยังพบว่าแต่ละกะ (Shifts) มีข่าวการเมืองขึ้นอันดับแตกต่างกัน กะที่พนักงานชื่นชอบพรรคเดโมแครตก็จะดันข่าวพรรคเดโมแครตขึ้นและลดข่าวพรรครีพับลิกันลง พอกะที่ชอบพรรครีพับลิกันเข้างานก็จะดันข่าวพรรครีพับลิกันขึ้นลดข่าวพรรคเดโมแครตลง (ทีใครทีมัน) แต่ว่ากันว่าข่าวความเคลื่อนไหวของโดนัล ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมักจะถูกจัดไว้อันดับท้ายๆ เสมอเพราะพนักงาน Facebook ส่วนใหญ่ชื่นชอบพรรคเดโมแครต ปัญหาความไม่เป็นกลางทางการเมืองนี้เองทำให้เกิดคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของ Facebook เพราะฝ่ายคัดกรองเนื้อหาข่าวมีหน้าที่คล้ายๆ บรรณาธิการของสำนักข่าวทั่วไป ซึ่งผู้ทำหน้าที่นี้จะต้องมีจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง[1]

Facebook ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวโดยชี้แจงว่าฝ่ายคัดกรองเนื้อหามีหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบดูว่าเนื้อหาข่าวที่คัดเลือกมาโดยโปรแกรมอัลกอริทึม (Algorithm) นั้นเป็นข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในปัจจุบันจริงๆ พนักงานไม่สามารถเข้าไปปั่นกระแสข่าวได้หรือหากทำก็จะถูกไล่ออกทันที Facebook ชี้แจงเพิ่มเติมว่า Algorithm ในการคัดเลือกเนื้อหาหรือโพสต์ที่จะนำมาแสดงบนหน้า Trending ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์จึงต้องอาศัยฝ่ายคัดกรองเนื้อหาเข้ามาช่วยเสริมให้ข่าวมีความถูกต้องยิ่งขึ้น ซึ่งพนักงานที่จ้างเข้ามาทำงานไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำการเพิ่มหรือลดความนิยมเนื้อหาข่าวใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดหลักสูตรอบรมปรับทัศนคติเพื่อให้พนักงานเข้าใจและเปิดรับความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ อายุ หรือการเมือง อีกทั้งยังได้ประกาศใช้แนวปฏิบัติในการคัดกรองเนื้อหา (Trending review guidelines) ที่สอดคล้องกับปรัชญาของ Facebook และมีความเป็นกลางให้พนักงานในฝ่ายถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (คล้ายๆ จรรยาบรรณ)[2] ที่สำคัญ Facebook ได้ปรับแก้ Algorithm ในการคัดกรองเนื้อหาใหม่ให้มีเกณฑ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น โพสต์ที่จะอยู่ในหน้า Trending ได้จะต้องเป็นโพสต์ที่มี Comment หรือ Like จำนวนมาก เป็นโพสต์ที่ได้รับ Likes, Comments, Share จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น หรือเป็นโพสต์ที่ถูกกด Like หรือ Comment โดยเพื่อนคนใดคนหนึ่งของเรา เป็นต้น[3]

ในการนี้ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) Tom Stocky รองประธานบริษัท และ Sheryl Sandberg หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operation Officer: COO) ของ Facebook ออกมาประกาศว่าจะดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของหน้า Trending แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าด้วยเหตุที่ Facebook มีผู้ใช้งานสูงถึง 1.71 พันล้านคนต่อเดือน การคัดกรองข่าว Trending ให้สอดคล้องกับความชื่นชอบหรือรสนิยมของผู้ใช้งานเป็นรายคนทั้ง 1.71 พันล้านคนเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรให้ทำงานเหล่านี้โดยมีฝ่ายคัดกรองเนื้อหาตรวจสอบขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาขึ้น Facebook จึงเลือกที่จะแก้ปัญหาการใช้วิจารณญานหรือความลำเอียงของคนโดยการเปลี่ยน Algorithm ชุดใหม่ที่รัดกุมขึ้น แต่ผลกระทบที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นก็คือพนักงานฝ่ายคัดกรองเนื้อหาที่ Facebook จ้างมาจากภายนอกทั้งหมดจะถูกเลิกจ้างทันทีหลังมีการนำ Algorithm นี้มาใช้[4]

จากเนื้อหาที่ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ออกมาพูดพอจะเข้าใจได้ว่า Facebook หรือบริษัทใดๆ ก็ตามที่ระบบการทำงานเปิดโอกาสให้คนได้ใช้วิจารณญานย่อมมีปัญหาหรือข้อจำกัดที่มาจากการตัดสินใจของคน ส่วนเครื่องจักรจะทำงานตามชุดคำสั่งที่ป้อนเข้าไป บางครั้งอาจจะดูทื่อๆ แต่สั่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้น และยิ่งคอมพิวเตอร์สมัยนี้ก้าวหน้าไปกว่าเมื่อก่อนมาก จึงนิยมนำมาใช้งานเพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายที่เกิดจากคน …คำถาม… เครื่องจักรกำลังยึดงานของคนแล้วหรือ?

ขอย้อนมาทำความรู้จักกับเครื่องจักรกันสักนิด เครื่องจักรก็คือเทคโนโลยีที่มีการประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เราสามารถแบ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีได้คร่าวๆ เป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือเครื่องมือ (Tools) เช่น มีด ค้อน จอบ รอก วงล้อ ที่มนุษย์คิดค้นมาเพื่อช่วยทุ่นแรงให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ต่อมามนุษย์ก็พัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นโดยนำเครื่องมือมารวมกับพลังงานที่ได้จากธรรมชาติหรือสัตว์เลี้ยง เช่น เอาวัวมาเทียมคันไถ ใช้ลมมาปั่นกังหันวิดน้ำ นำไปสู่ระยะที่สองคือเครื่องจักร (Machine) ซึ่งก็คือเครื่องมือที่ทำงานได้โดยไม่ต้องใช้กำลังกายจากคนและสามารถทำงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม คนทำหน้าที่เพียงแค่คอยควบคุมการทำงานของเครื่องจักรเท่านั้น เช่น รถยนต์เคลื่อนที่ด้วยเครื่องยนต์โดยมีคนขับคอยถือพวงมาลัยบังคับให้เลี้ยวซ้ายขวา หรือคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตามชุดคำสั่งที่คนเขียนขึ้นเพื่อการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ระยะสุดท้ายคือระยะที่เครื่องจักรสามารถคิดและตัดสินใจทำงานเองได้โดยไม่ต้องมีคนมาควบคุมหรือเรียกว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) โดยใช้ความก้าวหน้าและวิทยาการต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เครือข่ายการสื่อสาร (Internet) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) การประมวลผลบนก้อนเมฆ (Cloud computing) อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาน (Sensor) มาควบคุมการทำงาน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไร้คนขับ และ Internet of things (IoT) ที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้ บริษัทชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น Apple Google Microsoft Tesla Ford Toyota Samsung ฯลฯ กำลังวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน[5]

มนุษย์เห็นประโยชน์และความสำคัญของเครื่องจักรมานานแล้ว เครื่องจักรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหน้าประวัติศาสตร์โลก เช่น ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นจากเดิมเป็นร้อยเท่า เกิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมากมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในอดีตระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องมือ (Tools) เข้าสู่การใช้เครื่องจักร (Machine) ก็เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งขึ้นหลายครั้ง เช่นในปี ค.ศ.1811 ที่เมืองน็อตติงแฮมประเทศอังกฤษเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นเนื่องจากช่างทอผ้าโกรธแค้นที่ต้องตกงานเพราะโรงงานนำเครื่องจักรมาใช้แทนคน พวกเขาก่อเหตุจลาจลบุกไปแก้แค้นเครื่องจักรโดยทุบทำลายและเผาโรงงานวอดวาย เหตุการณ์ลุกลามไปทั่วประเทศและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนสุดท้ายรัฐบาลต้องยกกองทัพทหารมาปราบเหตุการณ์จึงสงบลง แกนนำถูกตัดสินเนรเทศและประหารชีวิต[6]

นี้เป็นการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นปัญหาขณะที่เครื่องจักรกำลังคืบคลานเข้ายึดครองพื้นที่งานที่ทำโดยคน ปัจจุบันมีคำเตือนออกมาว่าในไม่ช้างานที่คนทำจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ แต่เราเองก็ไม่ได้ถือเป็นเรื่องจริงจังนัก คนส่วนใหญ่เชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้จริงแต่จะจำกัดวงอยู่ในงานประเภทอุตสาหกรรมการผลิต เช่น ใช้หุ่นยนต์เชื่อมประกอบรถยนต์แทนคน เท่านั้น ส่วนงานประเภทที่ต้องคิดวิเคราะห์สลับซับซ้อนยังยากที่จะใช้เครื่องจักร แต่ทว่าข่าวที่ Facebook น่าจะทำให้ความคิดของเราเปลี่ยนไป ว่ากันว่าการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งจะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาโดยแลกกับสิ่งเก่าๆ บางอย่างที่ต้องสูญหายไป ตำแหน่งงานจำนวนมากจะถูกยุบทิ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่ก็จะเกิดตำแหน่งงานใหม่ขึ้นมา ผู้ที่ไม่สามารถเปลี่ยนทักษะที่ล้าหลังไปสู่ทักษะใหม่จะกลายเป็นผู้ถูกทอดทิ้ง แต่อย่างไรก็ตาม หากการเปลี่ยนแปลงไม่มีการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบไว้ก่อน อาจจะก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสังคมเหมือนช่วงคริสศตวรรษที่ 18 ที่คนงานออกมาก่อจราจลต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากงานหัตถกรรมไปสู่การใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมได้

………………………………………………………………

[1] http://gizmodo.com/former-facebook-workers-we-routinely-suppressed-conser-1775461006

[2] http://gizmodo.com/facebook-offers-political-bias-training-in-wake-of-tren-1782500645

[3] http://thumbsup.in.th/2014/11/factors-of-facebook-algorithm/

[4] http://fortune.com/2016/08/26/facebook-trending-no-humans/

[5] https://en.wikipedia.org/wiki/Technological_evolution

[6] https://en.wikipedia.org/wiki/Luddite

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s