บทความ · บันทึกหน้าแรก

แค่เปลี่ยนที่นั่งก็เพิ่มผลการทำงานได้


ถ้าบริษัทประสบปัญหาพนักงานทำงานย่อหย่อนขาดประสิทธิภาพ เสร็จไม่ทันเวลาหรือไม่เรียบร้อยสมบูรณ์ตามที่กำหนด แม้จะมีการจูงใจด้วยวิธีต่างๆ แล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่ได้ผล งานวิจัยของ Corsello และ Minor[1] แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนที่นั่งของพนักงานแล้วจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นเฉลี่ยถึง 10% แต่อย่าเพิ่งเชื่อและควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน แล้วอ่านบทความนี้ต่อไป งานวิจัยนี้แบ่งผลการทำงานของพนักงานออกเป็นกลุ่มๆ ได้ 3 ประเภท พวกแรกมีจุดแข็งที่ทำงานเร็วแต่มีจุดอ่อนเรื่องความละเอียดรอบคอบหรือความสมบูรณ์เรียบร้อยของงาน พวกต่อมามีจุดแข็งที่ความละเอียดรอบคอบเรียบร้อยดีแต่มีจุดอ่อนที่ใช้เวลานานหรือเสร็จช้า และพวกสุดท้ายคือพวกปานกลางที่ก้ำกึ่งระหว่างความเร็วและความละเอียดเรียบร้อยในการทำงาน โดยทั่วไปกลุ่มปานกลางจะมีสัดส่วนมากที่สุดในบริษัท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด (50%) ส่วนอีก 2 กลุ่มที่เหลือจะมีสัดส่วนกลุ่มละ 1 ใน 4 (25%) งานวิจัยพบว่าการจัดที่นั่งของพนักงานโดยนำจุดแข็งไปเสริมจุดอ่อนซึ่งกันและกันจะช่วยเพิ่มผลการทำงานให้สูงขึ้นได้ เช่น จัดให้พนักงานที่มีจุดแข็งด้านความละเอียดเรียบร้อยนั่งใกล้กับพนักงานที่มีจุดแข็งด้านทำงานเร็ว จะส่งผลให้พนักงานกลุ่มละเอียดเรียบร้อยเพิ่มความเร็วในการทำงาน ในขณะเดียวกันพนักงานกลุ่มทำงานเร็วก็จะเพิ่มความละเอียดรอบคอบมากขึ้นตามไปด้วย แต่หากจัดพนักงานที่มีจุดแข็งประเภทเดียวกันไว้ใกล้กันจะไม่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เช่น จัดให้พวกทำงานเร็วนั่งใกล้กันกับพวกทำงานเร็วจะไม่สามารถส่งผลให้เพิ่มความเร็วขึ้นได้อีก ส่วนพวกที่ไม่มีจุดแข็งจุดอ่อนหรือทำงานปานกลางไม่เร็วและไม่ละเอียดเรียบร้อยมากจะไม่มีผลการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะถูกจัดให้นั่งใกล้กับพนักงานประเภทใด อย่างไรก็ตาม พนักงานอีกประเภทหนึ่งที่ทุกบริษัทหลีกเลี่ยงไม่ได้คือพวกที่มีพฤติกรรมไม่ดี เช่น พนักงานที่ชอบทำผิดกฎระเบียบ ทะเลาะวิวาท ติดยาเสพติด ลักขโมย ปลอมแปลงเอกสาร สิ่งที่งานวิจัยพบอย่างชัดเจนคือ ถ้าจัดพนักงานกลุ่มนี้มานั่งอยู่ใกล้กัน หนึ่งในนั้นจะมีโอกาสถูกให้ออกสูงถึง 27% แล้วถ้าจัดให้ไปนั่งใกล้กับกลุ่มพนักงานดีๆ ข้างต้นผลการวิจัยบอกว่าเราจะมีโอกาสสูญเสียพนักงานดีๆ เพราะพฤติกรรมที่ไม่ดีเหล่านี้ส่งอิทธิพลแรงมาก จะครอบงำพนักงานที่ดีให้กลายร่างเป็นพนักงานที่ไม่ดีในที่สุด ข้อสรุปที่สำคัญของการวิจัยเรื่องนี้คือ…… Continue reading แค่เปลี่ยนที่นั่งก็เพิ่มผลการทำงานได้

บทความ · บันทึกหน้าแรก

ผู้ลี้ภัยทางดิจิทัล (Digital refugees)


หลายคนคงได้อ่านข่าวผู้อพยพลี้ภัยจากประเทศแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาอพยพหลั่งไหลเข้าสู่ยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมาก จนนับเป็นการอพยพลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ด้วยจำนวนผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้าสู่ยุโรปและอเมริกาเป็นจำนวนมากจึงเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในประเทศที่รับผู้อพยพเข้ามา ฝ่ายหนึ่งเห็นแก่มนุษยธรรมว่าเมื่อมีผู้เดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือเราควรต้องยื่นมือออกไปช่วยดูแล แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้อพยพเข้ามามากเกินไปจนสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของประเทศ กระแสการปฏิเสธผู้อพยพรุนแรงมากจนกลายมาเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรหรือ “Brexit” รวมถึงการที่คนอเมริกันเลือกนายโดนัลด์ ทรัมป์ที่หาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม (Populist) มาเป็นประธานาธิบดี ซึ่งต่อมาเขาก็ได้ออกประกาศห้ามผู้อพยพจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐเป็นการชั่วคราว (Travel ban) มาร์ค เบนิออฟ (Marc Benioff) ประธานคณะผู้บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) ของ Salesforce.com ออกมาเตือนว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) จะก่อให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า “ผู้ลี้ภัยทางดิจิทัล (Digital refugees)[1] ซึ่งคงไม่เหมือนกับผู้อพยพลี้ภัยสงครามที่กล่าวมาข้างต้น แต่เปรียบเทียบให้เห็นว่าสงครามและความอดอยากทำให้คนต้องละทิ้งแผ่นดิน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์และ AI จะเข้ามารุกรานทำให้คนต้องสูญเสียงานที่เคยทำ ถูกบังคับให้ต้องออกไปและหาทางเอาตัวรอดท่ามกลางอุตสาหกรรมที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้นแต่กลับไม่มีที่ว่างให้พวกเขา แม้กระทั่งประเทศสังคมนิยมอย่างจีนก็ยังประสบกับปัญหานี้ ถึงจีนจะมีแรงงานราคาถูกมากมาย เป็นโรงงานของโลก สามารถผลิตสินค้าได้ทุกอย่างในราคาที่ถูกมากๆ แต่เมื่อกลางปี 2559 ที่ผ่านมา โรงงาน Foxconn ผู้รับจ้างผลิตโทรศัพท์ iPhone ให้แก่ Apple…… Continue reading ผู้ลี้ภัยทางดิจิทัล (Digital refugees)

บทความ · บันทึกหน้าแรก

สอนคอมพิวเตอร์ให้หลอกคน


“ในอนาคตอีกไม่กี่ปี คอมพิวเตอร์จะมีความสามารถหลอกคนได้” จริงหรือนี่? บางคนก็คิดว่าเป็นไปได้เพราะทุกวันนี้ก็มีพวกแฮกเกอร์ที่ใช้วิธีสร้างโปรแกรมขนาดเล็ก (Bot) ไปฝังตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเพื่อหลอกเอารหัสผ่านมาเจาะเข้าระบบธนาคารแล้วทำการโอนเงินออกไปได้ แต่อีกคนก็เถียงว่าที่แฮกเกอร์พวกนี้ทำได้ก็เพราะมีการเขียนโปรแกรมใส่ไปในเครื่องก่อนว่าจะให้ทำอะไร ซึ่งหากทำด้วยตัวคอมพิวเตอร์เองคงยังเป็นไปไม่ได้ ต้องรอไปอีกซัก 20 ปีคอมพิวเตอร์ถึงจะมีความก้าวหน้าจนสามารถหลอกคนได้ … แต่อยากจะบอกว่า … ใครคิดอย่างทั้ง 2 คนนี้เตรียมตัวไว้ได้เลย เพราะมันเกิดขึ้นแล้วตอนนี้ คอมพิวเตอร์สามารถหลอกล่อหรือลักไก่ (Bluff) ให้คนหลงเชื่อในการแข่งขันไพ่โป๊กเกอร์ได้แล้ว และไม่ใช่นักโป๊กเกอร์ธรรมดาๆ แต่เป็นนักโป๊กเกอร์มืออาชีพระดับโลกถึง 4 คนกันเลยทีเดียว ใครที่ไม่รู้ว่าโป๊กเกอร์เป็นยังไงให้ลองไปหาหนังเรื่อง James Bond ตอน Casino Royale หรือหาหนังจีนประเภทเจ้าพ่อหรือเซียนพนันมาดู ก็จะพอรู้ว่าโป๊กเกอร์เป็นเกมที่มีการชิงไหวชิงพริบกันอย่างไร ต้องอ่านเกมของคู่ต่อสู้ว่าจะมาไม้ไหน ทำอย่างไรจึงจะไม่หลงกล วางกลยุทธ์ แล้วจึงลงเงินเดิมพัน ซึ่งเรื่องราวการแข่งขันโป๊กเกอร์ระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์นี้เป็นมาอย่างไรจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ การแข่งขันระหว่างคอมพิวเตอร์กับคนเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา มักจัดขึ้นเพื่อวัดความก้าวหน้าของวิทยาการคอมพิวเตอร์ในขณะนั้น การแข่งขันครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับคนมีอยู่ด้วยกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1997 คอมพิวเตอร์ชื่อ “ดีพบลู (Deep Blue)” ของไอบีเอ็ม (IBM) แข่งหมากรุกสากล (Chess) ชนะแชมป์โลกในขณะนั้นชื่อนายแกรี่ คาสปารอฟ…… Continue reading สอนคอมพิวเตอร์ให้หลอกคน

บทความ · บันทึกหน้าแรก

ความถูกต้องและเชื่อถือได้ระหว่างคนกับเครื่องจักร


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผ่านไปแล้ว ผลปรากฎว่านาย Donald Trump เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะเป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปี 2017 แต่ก่อนจะถึงวันนั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในสามรัฐสำคัญคือ Michigan, Pennsylvania, และ Wisconsin ที่กำลังมีการนับคะแนนใหม่ เหตุเนื่องมาจากนักวิชาการด้านคอมพิวเตอร์จาก University of Michigan และองค์กรเอกชนพบความผิดปกติในเชิงสถิติของผลการเลือกตั้งที่แตกต่างไปจากผลการสำรวจ (Polls) ซึ่งทำไว้ก่อนการเลือกตั้งสูงถึง 7% โดยเฉพาะในเมืองที่ใช้เครื่องลงคะแนนเสียง เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองที่ใช้คนนับคะแนนซึ่งมีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย[1] นอกจากนี้ ก่อนการเลือกตั้งยังมีข่าวลือว่า Hacker จากรัสเซียอาจ Hack เข้าระบบไปแก้ไขผลการเลือกตั้งได้ จึงนำมาสู่การขอนับคะแนนใหม่ นำโดย Jill Stein ผู้สมัครจากพรรค Green ประเด็นที่บทความนี้ให้ความสนใจคือในอนาคตเครื่องจักรจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น เกิดคำถามตามมาว่าความถูกต้องและเชื่อถือได้ในการทำงานของเครื่องจักรมีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับคน และเราสามารถไว้วางใจให้เครื่องจักรทำงานแทนเราได้หรือไม่ จึงนำประเด็นการนับคะแนนผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาใหม่ (Recount) มาตั้งเพื่อสำรวจตรวจสอบความถูกต้องและเชื่อถือได้ในการนำเครื่องจักรมาทำงานทดแทนคน โดยรวบรวมข่าวและบทความที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับการนับคะแนนเสียงใหม่ตามสื่อที่น่าเชื่อถือเท่าที่สืบค้นได้ ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจวิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในอเมริกาก่อน การเลือกตั้งที่อเมริกามีความแตกต่างจากบ้านเรามาก รัฐบาลกลางไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้วิธีลงคะแนนเสียงเหมือนๆ กันทั้งประเทศ แต่ละรัฐสามารถเลือกใช้วิธีที่แตกต่างกันไป บางรัฐใช้บัตรลงคะแนน (กระดาษ) และใช้คนนับคะแนน บางรัฐลงคะแนนและนับคะแนนด้วยเครื่องทั้งหมด (Voting machine) บางรัฐใช้แบบผสมคือลงคะแนนในบัตร (กระดาษ) แล้วนำไปหย่อนลงในเครื่องซึ่งจะทำการสแกนบัตรแล้วนับคะแนนให้โดยอัตโนมัติ…… Continue reading ความถูกต้องและเชื่อถือได้ระหว่างคนกับเครื่องจักร

บทความ · บันทึกหน้าแรก

อาชีพวันนี้ในอนาคต


ได้ย้อนกลับไปอ่านข่าวเก่าเมื่อปีที่ผ่านมา (2015) ข่าวนั้นมีว่าสำนักข่าว Associated Press (AP) กับบริษัท Automated Insights เจ้าของเทคโนโลยี Wordsmith ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: A.I.) ในการแปรข้อมูลภาพหรือวิดีโอเปลี่ยนให้เป็นคำบรรยายแบบทันที (real-time) ได้ร่วมมือกับสมาคมกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติของอเมริกา (National Collegiate Athletic Association: NCAA) ทดลองนำเทคโนโลยี A.I. มาใช้การเขียนรายงานข่าวกีฬาเบสบอล บาสเก็ตบอล และอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย เพื่อนำข่าวและสถิติต่างๆ ในการแข่งขันไปเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ของ AP และเว็บไซต์ของ NCAA ความร่วมมือนี้ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวการแข่งขันกีฬาระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ ส่วนสำนักข่าวก็จะได้เครื่องมือมาช่วยในการรายงานข่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น[1] นอกจากนี้ ยังได้มีการนำข่าวที่เขียนโดย A.I. ไปเปรียบเทียบกับข่าวที่เขียนโดยคนจริงๆ จากสำนักข่าวอื่น เช่น ESPN, CBS, Fox พบว่าการรายงานผลการแข่งขันทำได้ถูกต้องเหมือนกัน แต่ยังมีจุดอ่อนสำคัญคือสไตล์การเขียนของ A.I. ยังทำได้ไม่ดี แข็งทื่อไม่ลื่นไหล อ่านแล้วไม่ได้อรรถรส[2] ซึ่งขณะนี้กำลังทำการปรับปรุงกันต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้สร้างความสงสัยเล็กๆ 2 ประการว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานแทนนักข่าวได้หรือและอาชีพนักข่าวจะเป็นอย่างไรในอนาคต จากการค้นหาคำตอบแรก…… Continue reading อาชีพวันนี้ในอนาคต

บทความ · บันทึกหน้าแรก

Zero-hours การจ้างงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงทำงาน


ย้อนไปในบทความก่อนหน้านี้ ได้พูดถึง “1099” ซึ่งหมายถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือ Freelance ที่ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผลการสำรวจในปี 2014 ที่ผ่านมาพบว่าคนอเมริกัน 3 คนจะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระเสีย 1 คน[1] วันนี้มีสถิติล่าสุดที่น่าสนใจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอังกฤษมาเพิ่มเติม จากการสำรวจแรงงานในประเทศอังกฤษเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปี 2016 ที่ผ่านมาพบว่าแรงงานอังกฤษประมาณ 903,000 คนหรือ 2.9% ของแรงงานทั้งหมดได้รับการว่าจ้างด้วยสัญญาแบบ “Zero-hour” หรือการจ้างงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงทำงาน เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งมีเพียง 747,000 คนหรือ 2.4% ของแรงงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 20% นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้ที่ได้รับการว่าจ้างแบบ Zero-hour ที่เพิ่มขึ้นมานั้น ครึ่งหนึ่งเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 25-64 ปี[2] ข้อมูลนี้ทำให้รัฐบาลอังกฤษเกิดความวิตกกังวล เพราะโดยปกติสัญญาการจ้างงานแบบนี้จะเป็นที่นิยมของเหล่านักเรียนนักศึกษาที่ต้องการทำงานเสริมระหว่างเรียน แต่การที่แรงงานกลุ่มอายุ 25-64 ปีซึ่งอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัวนิยมทำสัญญาจ้างงานแบบ Zero-hours มากขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างมาก เพราะจะมีรายได้ไม่คงที่แล้วแต่นายจ้างจะป้อนงานให้ อาจนำมาซึ่งปัญหาทางสังคมได้ “Zero-hour contract” หรือสัญญาจ้างงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงทำงานที่แน่นอนเป็นคำที่ใช้กันในประเทศอังกฤษ หมายถึงสัญญาจ้างงานที่เปิดกว้างมากๆ ไม่มีการกำหนดว่านายจ้างต้องจ้างขั้นต่ำกี่ชั่วโมงและก็ไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างต้องรับงานที่นายจ้างเสนอมาทุกงาน เมื่อนายจ้างมีงานให้ทำและลูกจ้างมีเวลาที่จะทำงานให้เกิดเป็นความต้องการที่สอดคล้องกันก็จะมีการจ้างงาน สัญญาแบบนี้นิยมทำกันในงานประเภทพนักงานบริการตามโรงแรม ร้านอาหาร โรงพยาบาล…… Continue reading Zero-hours การจ้างงานแบบไม่กำหนดชั่วโมงทำงาน

บทความ · บันทึกหน้าแรก

วันที่เครื่องจักรแย่งงานคนกำลังจะมาถึง


เมื่อเอ่ยถึง Facebook เราทุกคนรู้จักกันดีเพราะจะต้องเข้าไปอ่านหรือโพสต์ (Post) เป็นประจำทุกวันอย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมปีนี้ (2016) เว็บไซต์ด้านไอที Gizmodo ตีข่าวอดีตพนักงานของ Facebook ออกมาแฉว่าฝ่ายคัดกรองเนื้อหาข่าว (News curator) ในหน้า Trending มีการปั่นกระแสให้ข่าวใดข่าวหนึ่งขึ้นหรือลงจากอันดับได้ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปแก้ไขอันดับความนิยม แก้ไขเนื้อหา รวมไปถึงแก้ไขลิ้งค์ที่เชื่อมโยงไปยังต้นฉบับ เขายกตัวอย่างข่าวเหตุการณ์เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียสูญหายและเหตุการณ์กราดยิงสำนักพิมพ์ชาร์ลีเฮบโด (charlie hebdo) ที่เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สำนักข่าวชั้นนำเช่น CNN, BBC, New York Times ตีข่าวนี้ในหน้าหนึ่ง แต่ในหน้า Trending กลับไม่มีใครพูดถึง พวกเขาได้รับคำสั่งให้เข้าไปแก้ไขให้ข่าวดังกล่าวขึ้นมาอยู่ในหน้า Trending โดยอธิบายสาเหตุที่ต้องทำว่าเพื่อให้เนื้อหาทันต่อเหตุการณ์และสามารถแข่งกับ Twitter ซึ่งนิยมใช้สำหรับการรายงานข่าว แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมาก็คือข่าวการที่พนักงาน Facebook มีความไม่เป็นกลางทางการเมือง อดีตพนักงานยังแฉอีกว่าในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ฝ่ายคัดกรองเนื้อหาข่าวที่เชียร์ผู้สมัครพรรคไหนก็มักจะดันข่าวของพรรคนั้นเข้าสู่หน้า Trending มิหนำซ้ำยังพบว่าแต่ละกะ (Shifts) มีข่าวการเมืองขึ้นอันดับแตกต่างกัน กะที่พนักงานชื่นชอบพรรคเดโมแครตก็จะดันข่าวพรรคเดโมแครตขึ้นและลดข่าวพรรครีพับลิกันลง พอกะที่ชอบพรรครีพับลิกันเข้างานก็จะดันข่าวพรรครีพับลิกันขึ้นลดข่าวพรรคเดโมแครตลง (ทีใครทีมัน) แต่ว่ากันว่าข่าวความเคลื่อนไหวของโดนัล ทรัมป์และพรรครีพับลิกันมักจะถูกจัดไว้อันดับท้ายๆ เสมอเพราะพนักงาน…… Continue reading วันที่เครื่องจักรแย่งงานคนกำลังจะมาถึง

บทความ · บันทึกหน้าแรก

พลิกโฉมหน้าการจัดการสายอาชีพ (Career disruption)


ความก้าวหน้าในสายอาชีพคือการเลื่อนตำแหน่งขึ้นในแนวตั้งเหมือนการปีนบันไดตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นสูงสุดตามความสามารถ บริษัทที่ใส่ใจในการพัฒนาบุคลากรจะใช้การพัฒนาอาชีพ (Career development) มาช่วยพนักงานให้พัฒนาตัวเองไปสู่เป้าหมายของอาชีพ (Career goal) ที่ตนตั้งไว้ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดของการเตรียมพนักงานให้พร้อมที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นภายในบริษัท การได้เลื่อนจากพนักงานธรรมดาไปเป็นหัวหน้า-ผู้จัดการ-ผู้อำนวยการ จนถึงจุดสูงสุดตามเส้นทางอาชีพ (career path) แสดงถึงการพัฒนาสมรรถนะของตนสำเร็จตามที่บริษัทกำหนด บริษัทก็จะเพิ่มค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์รวมไปถึงสถานภาพภายในบริษัทให้สูงขึ้นทีละขั้น พนักงานที่ประสบความสำเร็จวัดได้จากความสูงของระดับตำแหน่งที่ครอบครองว่าใครอยู่เหนือกว่ากัน ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองตามสายอาชีพที่วางไว้ จากแนวคิดนี้ เราน่าจะอนุมานได้ว่าคนที่มีสมรรถนะสูงสุดในสายงานจะมีเพียงไม่กี่คนและต้องเป็นผู้ที่อยู่บนบันไดขั้นสูงสุดของสายอาชีพเท่านั้น แต่สิ่งที่พบกลับตรงกันข้าม ทุกองค์การมีคนที่มีสมรรถนะสูงจำนวนไม่น้อยทั้งยังไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดเสียด้วย มีร่องรอยแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้ฉายแววตั้งแต่ระยะเริ่มต้นทำงานแต่พวกเขากลับลาจากบริษัทไปโดยไม่สนใจใยดีความก้าวหน้าเลย นี่เป็นแนวโน้มที่จะนำไปสู่ปรากฎการณ์พลิกโฉมหน้าการจัดการสายอาชีพ (Career disruption) ที่จะยกเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้ คนเก่ง (Talent) เลือกได้ คนเก่งคือพนักงานที่ทำงานได้โดดเด่นกว่าคนในรุ่นเดียวกัน ดีไม่ดีอาจจะเก่งกว่าหัวหน้าเสียอีก คนพวกนี้สามารถพัฒนาสมรรถนะของตนไปสู่จุดสูงสุดโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการ career development แล้วเลื่อนตำแหน่งไปตาม career path ที่บริษัทวางไว้ เขาพัฒนาความเก่งโดยไม่ได้หวังรางวัลตอบแทน ขอแค่เพียงคำชื่นชมยกย่องก็พอ เขามีความสุขกับการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ กล่าวได้ว่า Talent ทำเช่นนี้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเติบโตของตน (Personal growth) ทำให้ Talent เป็นโจทย์สำคัญที่ HR ต้องหาทางธำรงรักษาไว้ด้วยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตาม Career path แบบปีนบันไดขึ้นไปตรงๆ…… Continue reading พลิกโฉมหน้าการจัดการสายอาชีพ (Career disruption)

บทความ · บันทึกหน้าแรก

หุ่นยนต์ HR: ระบบ HR อัตโนมัติ (HR bot: Automating HR)


เวลาพนักงานใหม่เข้ามาสอบถามข้อมูลจากฝ่าย HR มักจะมีอยู่ไม่กี่เรื่อง เช่น การค่าจ้าง วันหยุด และค่าตอบแทนต่างๆ ข้อมูลพวกนี้โดยทั่วไปจะมีอยู่ในคู่มือพนักงานแต่เรามักจะไม่ค่อยอ่านกัน ชอบโทรไปสอบถาม HR โดยตรงเสียมากกว่า พวกเราที่ทำงานด้าน HR จึงต้องมาคอยตอบคำถามเหล่านี้วันนึงๆ ใช้เวลาไม่ใช่น้อย โจทย์นี้ทำให้สตาร์ทอัพในเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ชื่อบริษัท Talla[1] ได้ทำการพัฒนาโปรแกรมหุ่นยนต์สนทนาหรือ Chatbot ให้มาทำหน้าที่นี้แทน คำว่า Chatbot มาจากคำเต็มๆ ว่า Chatting robot คำว่า Chatting แปลว่าสนทนาพูดคุย ปัจจุบันรวมไปถึงการพิมพ์ข้อความสนทนาผ่านแอพต่างๆ เช่น Messenger WhatsApp Line เป็นต้น ส่วน Robot แปลว่าหุ่นยนต์ รวมแล้วก็คือหุ่นยนต์สนทนา Chatbot ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: A.I.) ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์มีพฤติกรรมเหมือนคน สามารถโต้ตอบกับคนได้เหมือนมีคนจริงๆ มาสนทนาด้วย และที่สำคัญคือระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถจดจำและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง Chatbot จะทำงานเหล่านี้แทนคนได้ก็ด้วยเทคโนโลยีสำคัญๆ สามเทคโนโลยีคือ ปัญญาประดิษฐ์ แอพส่งข้อความ…… Continue reading หุ่นยนต์ HR: ระบบ HR อัตโนมัติ (HR bot: Automating HR)

บทความ · บันทึกหน้าแรก

การสรรหาบุคลากรช่วงกลางอาชีพ (Mid-career professional recruitment)


ในสหรัฐอเมริกา ปัญหาขาดแคลนครู/อาจารย์อยู่ในระดับน่าวิตกกังวล โดยเฉพาะครูประถม-มัธยมในเขตพื้นที่ยากจนหรือเขตคนผิวสี สาเหตุการขาดแคลนครูจะแตกต่างกันไปจากบริบทของเมืองไทยซึ่งไม่ขอพูดถึงในที่นี้ แต่สหรัฐอเมริกามีวิธีการแก้ปัญหาที่น่าสนใจและสามารถนำมาปรับใช้กับเราได้ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1994 กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้ดำเนินโครงการ “Troops to Teachers (TTT)” เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ทหารที่รู้ตัวหรือเพิ่งค้นพบตัวเองว่าไม่เหมาะกับงานหรืออาชีพทหารที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นครู เป็นการแก้ปัญหาด้านบุคลากรของกองทัพและโรงเรียนได้ในครั้งเดียว ทหารที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อการเปลี่ยนอาชีพไปเป็นครู เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบใบอนุญาตครูที่รัฐต่างๆ กำหนด ข้อมูลโรงเรียนที่มีตำแหน่งว่าง เป็นต้น ตั้งแต่เริ่มโครงการมาถึงปัจจุบัน มีทหารมากกว่า 17,000 คนที่เปลี่ยนอาชีพไปเป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือทหารที่เข้าร่วมโครงการนี้จำนวนไม่น้อยทำงานในกองทัพมานานหลายปี อยู่ในช่วงกลางของอาชีพ (Mid-career) อีกโครงการที่มีลักษณะคล้ายกันคือ Teach for America (TFA) ดำเนินการโดยองค์กรภาคเอกชน (Nonprofit Organization) ในชื่อเดียวกัน เริ่มดำเนินการในปี 1990 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 25 ปี มีผู้ผ่านโครงการนี้มากกว่า 50,000 คน โดยทั่วไป TFA จะสรรหาและคัดเลือกบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศให้มาสมัครเป็นครูสอนระดับประถม-มัธยมในชุมชนยากจนทั้งในพื้นที่เมืองและชนบทเป็นเวลาอย่างน้อยสองปี บัณฑิตที่เข้าร่วมจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่างเช่น เงินเดือนในอัตราเดียวกับที่ครูปกติได้รับ การสอบใบอนุญาตครูแบบพิเศษ (Alternative certification)…… Continue reading การสรรหาบุคลากรช่วงกลางอาชีพ (Mid-career professional recruitment)